Book Now
Empathy Sauce The Workshoppers
Uncategorized

อยากฟังแต่ฟังไม่ได้

อยากฟัง.. แต่ฟังไม่ได้
อะไรกั้นไว้
แม้ใจก็รู้ว่าการฟังเป็นเรื่องดี อบรมการฟังมาแล้วตั้งก็ตั้งหลายที อ่านคอลัมน์การฟังมาอย่างถี่ แต่พอรู้ตัวอีกที.. คนรอบข้างก็บอกว่าเราไม่ฟังอยู่ดี มันมีอะไรที่กั้นเราไว้ไม่ให้ฟังคนอื่นได้อย่างใจต้องการ
การฟัง ต่างจากการได้ยิน การได้ยินว่าอีกคนพูดอะไรเป็นเรื่องง่าย บางคนแค่ได้ยินอีกฝั่งพูดจบแล้วก็เริ่มพูดสิ่งที่ตัวเองอยากพูด บทสนทนามันยังดำเนินไปได้ แต่การฟังมันเรียกร้องกระบวนการมากกว่าการพูดต่อๆกันไปเรื่อยๆ
… การฟังที่แท้จริงคือการเอาสิ่งที่ได้ยินเข้ามาในกระบวนการประมวลผลในใจพร้อมไปกับประมวลผลทางความคิดที่มีอยู่เดิม แล้วค่อยๆเรียบเรียงตอบสนองกลับไป เป็นกระบวนการพึ่งพาสภาวะการ “เปิดกว้าง” ของตัวเราเองค่อนข้างมาก เราจำเป็นต้อง “เปิดรับ” เพื่อการเอาข้อมูลของคนอื่น “เข้ามาประมวล” และที่สำคัญ มันใช้เวลาและพื้นที่ทางใจของเรามากเหมือนกัน
คนมีทักษะการฟัง แต่อยู่ในสภาวะที่ยากต่อการฟัง เขาก็อาจจะไม่สามารถฟังได้อย่างใจปรารถนาก็ได้
มีสภาวะไหนบ้างที่เราเปิดรับฟังได้ยาก ยากที่จะเปิดรับฟังคนอื่น
1. เมื่อ “ฉันถูกต้อง”
เมื่อไหร่ที่เราค้นพบว่าตัวเองเป็นคนถูกต้อง นั่นแปลว่าเราตั้งตนอยู่บนมาตรวัดว่าอะไรที่ต่างไปจากที่เราคิดมันอาจจะผิด แล้วเมื่อนั่นเราจะยึดเสาหลักความคิดความรู้เราไว้อย่างเสาหลักที่แข็งกล้า เพราะหลายครั้งเรามักคิดว่าคนถูกต้องดีกว่าคนผิด แล้วเราจะมักเผลอตั้งตนเป็นผู้ลบล้างสิ่งที่คนอื่นนึกคิด เผลอๆจะพยายามแก้ให้คนอื่นต้องมาคิดตามที่เราเชื่อ
สำรวจง่ายๆ เมื่อเพื่อนหรือคนข้างๆพูดผิด เราแก้ไขคำพูดผิดเขาไหม หรือเมื่อไหร่ที่เราเริ่มรับรู้ว่าคนที่เรารักเริ่มคิดผิดหรือออกนอกทางที่เราเชื่อว่าดี เราพยายามโน้มน้าวสั่งสอนเขากลับมาไหม ถ้าใช่ นั่นไง..เราอยู่ในที่ที่ห่างจากการฟังมากไปหลายโข
การฟัง คือการเปิดเอาสารเขาเข้ามา ไม่ใช่พุ่งตัวออกไปแก้สิ่งที่เขาส่งมา
แม้การพยายามสร้างให้ตัวเองถูกและคนอื่นผิดบางครั้งเป็นกลไกทางใจที่เจ้าตัวทำไปเพราะรู้สึกลึกๆว่าตัวเองไม่มีคุณค่าในขณะที่ต้องการการรู้สึกถึงคุณค่าของตัวเองมากๆ การยืนยันและย้ำว่าตัวเองเป็นคนถูกจะช่วยให้รู้สึกมีคุณค่าได้อย่างแน่นอน แต่มันจะทำงานได้แบบชั่วคราว (https://www.psychologytoday.com/…/beware-being-right)
การเชื่อว่าตัวเองถูกต้องทำลายความสัมพันธ์มาแล้วหลายคู่ เพราะเมื่อเรามองว่าเราถูกต้องแล้วเราจะโฟกัสมองแค่สิ่งที่สอดคล้องกับสิ่งที่เราเชื่อ และนั่นทำให้ขาดการเปิดพื้นที่เพื่อสิ่งอื่นๆที่อยู่รายล้อม มันทำให้เราเลือกมองบางอย่าง ไม่เปิดรับบางอย่าง และเมื่ออีกคนมาเล่าในสิ่งที่เราไม่ได้มอง เราก็ไม่ได้เหลือที่ให้กับสิ่งที่ไม่สอดคล้อง เราไม่รับและเราก็ไม่ได้ฟัง
2. เมื่อ “ฉันรู้หมด”
เมื่อมั่นใจว่ารู้หมด และไม่อนุญาตให้ตัวเองยอมรับความจริงว่าไม่รู้บ้าง เราจะเปิดกว้างและรอฟังคนตรงหน้าได้ยาก หลายครั้งจะปรากฏตัวในรูปแบบของการคาดเดาเรื่องที่กำลังฟัง พูดตัดคนอื่นเพราะคิดว่าฟังเท่านี้ก็เข้าใจ หรือบางทีมั่นใจว่ารู้คำตอบของเรื่องทั้งหมดได้ตั้งแต่ประโยคแรก แล้วก็เลยปิดหูไม่ใส่ใจสิ่งที่เขากำลังจะเล่าต่อไป
ในความเป็นจริง เราแทบมีวันรู้หมดในเรื่องอะไรได้เลย โดยเฉพาะในเรื่องที่คนอื่นกำลังจะเล่า แม้ว่าเราจะสนิทกันมากแค่ไหน รู้ใจกันมากแค่ไหน โตมาด้วยกันหรือคบหาดูใจมานานแค่ไหน เรารู้จักคนอื่นดีประมาณนึงได้แต่เรื่องที่เขาจะเล่าในวันนี้ก็เป็นเรื่องใหม่ในเวลาใหม่ เราไม่อาจรู้ได้
หลายคนอยากแสดงออกให้อีกฝั่งรู้ว่าฉันรู้จักเธอดี ฉันรู้ใจเธอดีด้วยการคาดเดาสิ่งที่คนอื่นกำลังจะพูดล่วงหน้า “อ๋อ…แล้วคุณก็ทำแบบนี้ใช่ไหม” “ว่าแล้ว ต้องทำแบบนี้แน่ๆ” อะไรแบบนี้จะทำให้อีกฝั่งเล่าและพูดสิ่งต่างๆให้เราฟังน้อยลงทุกที เพราะสิ่งที่แสดงออกว่ารู้หมดและรู้ไปหมดนี่แหละที่เป็นตัวการ
หรือหลายครั้งเกิดขึ้นในบริบทที่ทำงานที่คนที่มั่นใจว่ารู้หมดแล้วทุกอย่าง คนเหล่านั้นจะไม่มีที่ว่างเปิดรับฟังความเห็นของคนรอบๆตัว บางคนได้ยินความเห็นแต่ไม่เหลือที่มากพอที่จะนำความเห็นของคนอื่นมาใคร่ครวญกับข้อมูลที่ตัวเองมีอยู่เดิม
การจัดวางตัวเองในตำแหน่งที่ว่า “ฉันไม่รู้อะไรเลย…และฉันอยากรู้มากๆ” นี่แหละคือเคล็ดลับการฟังชั้นดีที่หลายคนยังไม่รู้
3. เมื่อ “ฉันเก่งแล้ว”
ความเก่งกาจไม่ใช่ปัญหา แต่ทัศนคติที่มักพ่วงมาคือใครที่คิดต่างจากตัวคือเท่ากับไม่เก่งและเผลอตัดสินประเมินข้อมูลและเนื้อหาที่อีกฝ่ายกำลังถ่ายทอดออกมา การตัดสินสิ่งที่ฟังเป็นกำแพงกั้นอย่างดีที่จะสกัดให้เราเปิดรับเอาเรื่องราวจากอีกฝ่าย
แม้ว่าการประเมินตัดสินเป็นกระบวนการตามธรรมชาติที่สมองทำขึ้นเพื่อให้เราเข้าใจว่าอะไรทำให้คนนั้นคิดแบบนั้น แต่การปล่อยให้กลไกนี้ดำเนินไปมากๆโดยไม่หรี่เสียงคำถามในใจเราลงมันก็จะไปบดบังเสียงของอีกฝั่งที่กำลังพูดได้ และมากไปกว่านั้น สิ่งที่เราเผลอตัดสินคนตรงหน้าอาจไปบิดเบือนสารที่เขากำลังส่งมาก็เป็นได้
เรามีการตัดสินอยู่สองแบบ คือ ตัดสินโดยเชื่อมโยงจากสถานการณ์แวดล้อมและตัดสินจากลักษณะนิสัยของคนคนนั้น ซึ่งเวลาที่เราตัดสินเอาเองคือเรา
เชี่อมโยงไปเองว่าคนคนนั้นพูดแบบนี้ทำไม เพราะอะไร เชื่อถือได้แค่ไหนจากชุดข้อมูลที่เรามี มันสามารถคลาดเคลื่อนไหวจากความจริงได้มหาศาลเลยทีเดียว
4. เมื่อ “เชื่อปักใจ”
เมื่อปักใจปักธงว่าสิ่งที่เราเชื่อมันเป็นแบบนั้นเสมอไป ที่ว่างสำหรับสิ่งต่างหรือสิ่งตรงข้ามกับสิ่งที่เราเชื่อจะให้ความรู้สึกเหมือนใครจะมาสะบัดพื้นโลกที่เรายืนอยู่ออกไป เวลาเราเชื่ออะไรสักอย่าง มันคือการที่สมองของเราพยายามหาทางลัดที่เป็นสูตรในการทำความเข้าใจโลกอันซับซ้อนใบนี้ นั่นแปลว่าเวลาที่ปักใจเชื่ออะไรมันมีความหมายคล้ายๆกับว่านั่นคือโลกทั้งใบของคนคนนั้นเลย เริ่มจะเห็นภาพแล้วว่าทำไมการไปทิ่มแทงความเชื่อของคนอื่นมันถึงเกิดผลกระทบทางใจที่หวั่นไหวได้อย่างมาก
และความซับซ้อนกว่านั้นมันอยู่ที่ว่า พอดีสูตรลัดเพื่อมองโลกใบนี้มันดันมีหลายชุดที่ผลิตออกมาอุตลุดจากหลายคนหลายรุ่นหลายลีลา ขึ้นอยู่กับว่าใครถนัดเชื่อสูตรไหน หรือถูกนำทางให้ใช้สูตรไหนตายตัวหรือไม่
ดังนั้น.. หลายครั้งที่เราได้ฟังใครตั้งคำถามกับความเชื่อของเรา เราจะเผลอเลิกฟังและเริ่มป้องกันตัวหรือไม่ก็สู้กลับทันทีเพราะเรารู้สึกสั่นคลอนจากการที่ “โลก” ของเราถูกเขย่าจากอีกคน เราเปิดอ้ารับเนื้อหาสารของเขาไม่ไหว เราเอาแขนที่อยากจะเปิดอ้ามายกการ์ดไว้ หรือไม่ก็ต่อยสวนกลับไปตามสัญชาตญาณ
การกลับมาบอกกับตัวเองว่า โลกใบนี้มีความเชื่อหลากหลายและความเชื่อที่เราถือยึดไม่ได้เป็นสิ่งสมบูรณ์สุดจะช่วยทุเลาความรู้สึกอันตรายเวลาความเชื่อตัวเองถูกเขย่าได้….
5. เมื่อ “รักหมดใจ”
ความรักทำให้คนตาบอด… แปลกดีที่ความรักทำให้ความสามารถให้การเปิดรับความจริงลดลงได้ หลายคนไม่สามารถได้ยินสิ่งที่คนอื่นพูดถึงด้านไม่สวยงามของสิ่งของ สถานที่ หรือว่าคนที่ตัวเองรักได้ เช่น บางคนรักประเทศมาก เมื่อใดก็ตามที่มีใครพูดด้านเสื่อมทรามของประเทศตัวเองก็จะทนฟังไม่ไหว ทั้งๆที่ข้อมูลนั้นก็เป็นความจริงที่อีกฝ่ายหนึ่งเห็น หรือ เมื่อไหร่ที่ใครมาพูดถึงพ่อหรือแม่ที่รักของเราในด้านที่ไม่สวยงาม ตัวเราก็อาจจะไม่สามารถทนรับฟังมันได้
ความรักเป็นสิ่งสวยงาม แต่คนที่เรารักไม่ได้มีแต่ด้านที่เราเห็นว่าสวยงามเสมอไป คนทุกคน และสรรพสิ่งทุกอย่างมีหลายด้านหลายมุมที่แต่ละคนจะมองเห็นได้ ไม่มีใครที่เรียกว่าดีล้วนหรือเลวล้วนเลยสักคนเดียว นั่นเป็นไอเดียและวิธีมองโลกแบบเบบี๋ที่เราทุกคนใช้ตอนที่ยังมีพัฒนาการบนโลกนี้ไม่มากนัก แต่เมื่อเราโตและเจอโลกกว้าง เราจะสามารถเรียนรู้ได้ว่าคนที่เรารักและเชื่อว่าเขาดี บางทีเขาก็ทำอะไรแย่ๆ พลาดๆ หรือบางทีเขาก็มีมุมทำร้ายเราได้เหมือนกัน เพราะเขาเป็นมนุษย์
แต่.. ไม่ใช่ทุกคนจะทำได้เมื่อโตขึ้น บางครั้งเมื่อเราโตเราก็ยังแอบใช้กลไกนี้บ้างบางครั้ง เจอใครดีก็เชื่อว่าเขาดีหมด เจอใครไม่ดีก็เชื่อว่าเขาเลวหมด ลืมไปแล้วว่าคนทุกคนมีดีเลวผสมปนหลายเฉด
เพราะฉะนั้น.. เมื่อเรารักหมดใจแบบลืมสัจธรรมอันนี้ เราจะปิดหูปิดใจทันทีเมื่อมีใครเล่าข้อมูลบางอย่างเกี่ยวกับแผลของคนที่เรารักหมดใจ และเมื่อนั้นการเปิดใจรับฟังของเขาก็จะสิ้นสุดไปอย่างน่าเสียดาย