1.1 หลักสูตรสำหรับผู้บริหาร Leader Package
ออกแบบมาเพื่อพัฒนาผู้บริหารและหัวหน้าให้มีอาวุธทางทักษะรอบด้าน สำหรับการนำทีมในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้นำที่มีประสิทธิภาพไม่เพียงเชี่ยวชาญด้านงาน แต่ยังสามารถเข้าใจและเชื่อมต่อกับทีมอย่างลึกซึ้ง
หลักสูตรนี้เน้นฝึกการสื่อสารด้วยความเข้าอกเข้าใจ (Empathetic Communication) และการสร้างบรรยากาศการทำงานที่ปลอดภัยทางจิตใจ (Psychological Safety) เพื่อให้สมาชิกทีมกล้าแสดงความคิดเห็น แบ่งปันไอเดีย และรู้สึกมีส่วนร่วม จนสามารถพัฒนาทีมสู่ High-Performance Team และเสริมการยืดหยุ่นทางความคิด (Mindset Flexibility) ให้ผู้นำสามารถปรับมุมมองและกรอบความคิดได้เหมาะสมกับสถานการณ์ต่าง ๆ เรียนรู้กรอบความคิดหลากหลายเพื่อมองเห็นโอกาสและทางออกใหม่ ๆ
นอกจากนี้ ผู้นำยังต้องมีทักษะการจัดการ (Management Skills) ไม่ใช่เพียงการจัดการงาน แต่รวมถึงการจัดการอารมณ์ จัดการความสัมพันธ์ และรับมือความเปลี่ยนแปลงอย่างมีประสิทธิภาพ
**ซึ่งในหลักสูตรนี้จะมีหัวข้อที่เรียนรู้ด้วยกันทั้งหมดอีก 4 หัวข้อใหญ่
1. การสื่อสารอย่างเข้าอกเข้าใจและมีประสิทธิภาพ Empathetic and Effective Communication (EE Communication)
Empathetic and Effective Communication, The Art of Giving Feedback, Generation Gap: How Empathy Can Fill the Gap, Listening: Collaborative Communication
หัวข้อนี้จะทำให้ผู้เข้าร่วมได้เข้าใจและเห็นความสำคัญของการสื่อสารอย่างเข้าอกเข้าใจ ที่ช่วยสร้างประสิทธิภาพการทำงานและการสื่อสาร รวมถึงความสัมพันธ์ภายในองค์กร เนื่องจากเป็นการสื่อสารที่เปิดกว้างในเรื่องของความคิด การมองเห็นและการทำความเข้าใจในสิ่งที่คนตรงหน้ากำลังพบเจอ ทำให้คนในองค์กรเกิดความเข้าใจในการทำงานมากขึ้นและเป็นการสื่อสารที่ช่วยลดความขัดแย้ง
เหมาะกับใคร :
- ผู้บริหารและหัวหน้าทีมที่ต้องการพัฒนาการสื่อสารอย่างเข้าอกเข้าใจและมีประสิทธิภาพ
- ผู้นำที่ต้องการเข้าใจและเชื่อมช่องว่างระหว่างวัยในทีม
- ทีมงานที่ต้องการเสริมทักษะการฟังเชิงลึก การให้ Feedback และสร้างความร่วมมือด้วย Empathetic Communication
สิ่งที่จะได้รับ :
ผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้และฝึกใช้ Empathy Mindset และ Outward Mindset ปรับการสื่อสารให้เข้าใจผู้อื่น พร้อมฝึกทักษะการตั้งคำถาม การฟังอย่างแท้จริง และการให้ Feedback รวมถึงเข้าใจ Generation Gap และบทบาทของ Empathy ในการเชื่อมความแตกต่างระหว่างวัย เพื่อสร้างการสื่อสารที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพในทีม
2. ความปลอดภัยทางจิตใจในการทำงาน
Psychological Safety in the Workplace
หัวข้อนี้จะทำให้ผู้เข้าร่วมได้เห็นความสำคัญของ Psychological Safety ว่ามีความสำคัญอย่างไรกับคนทำงานและเราจะช่วยสร้างหรือขับเคลื่อนการทำงานให้มีความปลอดภัยทางจิตใจได้อย่างไรบ้าง
เหมาะกับใคร :
- ผู้บริหารและหัวหน้าทีมที่ต้องการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยทางจิตใจ เพื่อให้ทีมสามารถทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสูง (high performance team)
- ทีมงานและองค์กรที่สนใจพัฒนาวัฒนธรรมการทำงานที่สนับสนุนการเรียนรู้และการสื่อสารอย่างเปิดใจ
- ผู้นำที่ต้องการเข้าใจปัจจัยและเครื่องมือในการสร้างความปลอดภัยทางใจให้ทีมสามารถแสดงความคิด ความรู้สึก และข้อเสนอแนะได้อย่างเปิดกว้าง
สิ่งที่จะได้รับ :
ผู้เข้าร่วมจะตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางจิตใจในการทำงานร่วมกับผู้อื่น พร้อมเรียนรู้วิธีปฏิบัติและสามารถนำทักษะเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้จริงในงาน รวมทั้งเกิดความเข้าใจในหลักการของความปลอดภัยทางจิตใจ เพื่อเสริมสร้างทักษะส่วนบุคคลและการทำงานเป็นทีมอย่างมีประสิทธิภาพ
3. ทักษะกรอบความคิด Mindset Skills
16 Mindsets for Better Decision Making: Cognitive Flexibility
หัวข้อที่จะพาผู้เข้าร่วมไปเรียนรู้วิธีปรับเปลี่ยนวิธีคิดด้วยชุด Mindset 16 แบบเพื่อการเลือกใช้มุมมองที่หลากหลายในชีวิต สำหรับชีวิตที่เลือกได้ ปรับเปลี่ยนได้ และเปิดทุกความเป็นไปได้ให้กับตัวเองเมื่อเจอสถานการณ์ต่าง ๆ
เหมาะกับใคร :
- ผู้นำและผู้บริหารที่ต้องการพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์และเข้าใจมุมมองที่หลากหลาย รวมถึงต้องการปรับหรือยืดหยุ่น Mindset เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
- ผู้ที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการปัญหาและการอ่านสถานการณ์
- ผู้นำหรือหัวหน้างานที่ต้องใช้ทักษะการตัดสินใจอย่างมีประสิทธิภาพ
สิ่งที่จะได้รับ :
ผู้เข้าร่วมจะได้ฝึกฝนการทำงานกับ Mindset ของตนเอง พร้อมทดลองใช้ Mindset อื่น ๆ เพื่อเพิ่มความเป็นไปได้ในการจัดการปัญหาในอนาคต สามารถเข้าใจและปรับเปลี่ยน Mindset ของตนเองได้เมื่อต้องการ อีกทั้งเพิ่มความเข้าใจและความยืดหยุ่นความคิดตามแต่ละสถานการณ์
4. ทักษะการจัดการ Management Skills
Emotional Management
หัวข้อนี้จะทำให้ผู้เข้าร่วมได้เข้าใจและเรียนรู้สิ่งที่ทำให้เกิดการจัดการทางอารมณ์ เพื่อการทำงานกับตนเองและลดอุปสรรคต่อการสื่อสารในการทำงานร่วมกัน
เหมาะกับใคร :
- หัวหน้าและผู้บริหารที่ต้องการพัฒนาทักษะการจัดการอารมณ์ของตนเอง เพื่อการตัดสินใจอย่างรอบคอบ ลดความเครียด และควบคุมการตอบสนองในสถานการณ์ยากลำบาก รวมทั้งต้องการเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในทีม สร้างบรรยากาศการทำงานที่ปลอดภัย ลดความขัดแย้งจากอารมณ์ และส่งเสริมความร่วมมือ
สิ่งที่จะได้รับ :
ผู้เข้าร่วมจะได้เข้าใจอารมณ์และเพิ่มความตระหนักรู้ในตนเอง พัฒนาทักษะสื่อสารและเสริมความยืดหยุ่นทางอารมณ์ พร้อมสามารถสนับสนุนทีมด้วย Emotional Support สร้างแรงใจให้ตัวเองและทีม และจัดการสมาชิกทีมในสถานะอารมณ์ต่าง ๆ อย่างเข้าอกเข้าใจ
Conflict Management
หัวข้อนี้จะช่วยให้ผู้เข้าร่วมทำความเข้าใจธรรมชาติและประเภทของความขัดแย้ง พร้อมกับเรียนรู้วิธีการวิเคราะห์และแก้ไขความขัดแย้งอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้เข้าร่วมจะได้พัฒนาทักษะการสื่อสารด้วยความเข้าอกเข้าใจ เพื่อสร้างความเข้าใจ และเปิดพื้นที่ปลอดภัยบนความขัดแย้ง รวมถึงเรียนรู้หลักการฟังเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้เกิดการฟังอย่างเข้าใจในแต่ละฝ่าย นอกจากนี้ยังได้เรียนรู้แนวทางการจัดการความขัดแย้งและศิลปะในการตั้งคำถามเพื่อเข้าใจความต้องการของทีม
เหมาะกับใคร :
- ผู้บริหารระดับสูง ผู้จัดการ และหัวหน้าทีม ที่ต้องรับผิดชอบการบริหารคน รวมถึง ผู้นำที่ต้องตัดสินใจในสถานการณ์มีความเห็นต่างหรือความตึงเครียดในทีม
- หัวหน้างานที่ต้องการพัฒนาทักษะการสื่อสาร การเจรจา และการจัดการความขัดแย้งอย่างเป็นระบบ
- ผู้ที่ต้องการ สร้างบรรยากาศการทำงานที่ปลอดภัย มีทีมที่เชื่อใจร่วมงานกัน และลดปัญหาความขัดแย้งที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพองค์กร
สิ่งที่จะได้รับ :
ผู้เข้าร่วมจะได้เข้าใจธรรมชาติและประเภทของความขัดแย้ง พร้อมมองเห็นสาเหตุที่แท้จริง ทำให้สามารถจัดการได้ตรงจุดและมีประสิทธิภาพ เรียนรู้แนวทางในการจัดการความขัดแย้ง และสามารถเลือกใช้ให้เหมาะสมกับแต่ละสถานการณ์ในองค์กร รวมถึงได้ฝึกใช้ เครื่องมือเชิงปฏิบัติจริง และแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้เข้าร่วมท่านอื่น ทำให้เปิดรับแนวคิดใหม่ ๆ และนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงาน
Relationship Management
หัวข้อนี้ช่วยให้ผู้เข้าร่วมสามารถสื่อสารและจัดการความสัมพันธ์กับทีมอย่างมีความเข้าอกเข้าใจ สร้างบรรยากาศการทำงานที่มีความปลอดภัย เคารพในความแตกต่าง และเสริมสร้างความไว้วางใจระยะยาวในทีม
เหมาะกับใคร :
- ผู้บริหารระดับสูง ผู้จัดการและหัวหน้าทีม ที่ต้องการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในทีม ส่งเสริมความร่วมมือ รักษาความสัมพันธ์ระยะยาว และเพิ่มความพึงพอใจรวมถึงแรงจูงใจในการทำงานของสมาชิก
สิ่งที่จะได้รับ :
ผู้เข้าร่วมจะได้พัฒนาทักษะการสื่อสารและการจัดการความสัมพันธ์อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างบรรยากาศการทำงานที่ปลอดภัย เคารพความแตกต่าง เสริมความไว้วางใจ และส่งเสริมการทำงานร่วมมือภายในทีม
Change Management
หัวข้อนี้ช่วยให้ผู้เข้าร่วมเรียนรู้วิธีจัดการการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการวางแผนและสื่อสารกับทีมบนพื้นฐานความเข้าอกเข้าใจ สร้างความร่วมมือและความเข้าใจในทีม เพิ่มความยืดหยุ่นและความพร้อมปรับตัวของพนักงาน ลดความสับสนและความต้านทาน สร้างความเชื่อมั่น ลดความเสี่ยงจากความขัดแย้ง และทำให้ทีมสามารถปรับตัวพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
เหมาะกับใคร :
- หัวหน้า ผู้จัดการ และผู้บริหารที่ต้องบริหารทีมและองค์กรในช่วงการเปลี่ยนแปลงหรือจะเกิดความเปลี่ยนแปลงในอนาคต ต้องการพัฒนาทักษะการสื่อสาร การสร้างความร่วมมือ และเพิ่มความยืดหยุ่นให้ทีมสามารถปรับตัวต่อสถานการณ์ใหม่ได้อย่างราบรื่น
สิ่งที่จะได้รับ :
ผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้วิธีจัดการการเปลี่ยนแปลงอย่างมีประสิทธิภาพ วางแผนและสื่อสารกับทีม
บนพื้นฐานความเข้าอกเข้าใจ สร้างความร่วมมือและความไว้วางใจ ลดความสับสน ความต้านทาน และความเสี่ยงจากความขัดแย้ง ทำให้ทีมปรับตัวและรักษาประสิทธิภาพได้ต่อเนื่อง
1.2 หลักสูตรความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คน People Well-being
ออกแบบมาเพื่อมอบเครื่องมือและทักษะในการดูแลใจของตัวเองให้ผู้เข้าร่วมสามารถรับมือกับความเครียด ความกังวล และความท้าทายในชีวิตและการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้วิธีพัฒนาความตระหนักรู้ในตัวเอง เสริมสร้างความมั่นคงทางจิตใจ และสร้างความยืดหยุ่นในการทำงานและชีวิตประจำวัน
**ซึ่งในหลักสูตรนี้จะมีหัวข้อที่เรียนรู้ด้วยกันทั้งหมดอีก 8 หัวข้อ
1. Stress Management and Mental Well-Being
หัวข้อนี้พาไปสำรวจกระบวนการทำงานที่เอื้อให้เกิดการรู้ตัว (Self-Awareness) การสะท้อนกลับเพื่อความเข้าใจ (Self-Reflection) และนำไปสู่การคลี่คลาย ผ่อนคลาย และได้ไอเดียในการจัดการสิ่งที่คั่งค้างเพื่อเป็นแนวทางในการจัดการความเครียดของตนเองในอนาคต
เหมาะกับใคร :
- พนักงานทุกระดับและผู้นำในองค์กร โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีความกดดันสูง ต้องรับมือกับงานหลายด้าน หรือมีภาระงานที่ทำให้เกิดความตึงเครียดเป็นประจำ
- พนักงานที่ต้องการทักษะในการดูแลใจตัวเอง จัดการกับความเครียดให้ดีขึ้น เพื่อสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและบรรยากาศการทำงานที่ปลอดภัย
สิ่งที่จะได้รับ :
ผู้เข้าร่วมจะได้เข้าใจกลไกการเกิดความเครียดและรับรู้ระดับความเครียดของตนเอง พร้อมมี เครื่องมือสำหรับสังเกตและสำรวจความเครียด และเรียนรู้ เทคนิคหลากหลายในการจัดการความเครียด เพื่อนำไปปรับใช้กับตัวเองอย่างเหมาะสม
2. Anxiety Management
“Anxiety” หรือความวิตกกังวล เป็นภาวะที่เกิดขึ้นเมื่อเรากำลังเผชิญกับสถานการณ์คุกคาม ที่ทำให้เรารู้สึกไม่มั่นคง หวาดหวั่น และก่อเกิดเป็นความเครียด จนส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานไปจนถึงการใช้ชีวิตประจำวัน แต่หากเรารู้เท่าทันและมีวิธีการรับมือกับมัน ก็จะสามารถก้าวผ่านความวิตกกังวลครั้งนี้ไปได้
เหมาะกับใคร :
- ผู้ที่มักวิตกกังวลหรือเครียดจากสถานการณ์ต่าง ๆ ทั้งในที่ทำงานและชีวิตประจำวัน
- ผู้ที่ต้องการเรียนรู้วิธี จัดการหรืออยู่กับความวิตกกังวล เพื่อให้สามารถ ทำงานและใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างมั่นใจ
สิ่งที่จะได้รับ :
ผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้วิธี รู้เท่าทันความวิตกกังวล พร้อมเทคนิคและเครื่องมือในการ จัดการอารมณ์และความคิด ให้สามารถรับมือกับสถานการณ์กดดันได้ดีขึ้น ลดความเครียด และเพิ่มความมั่นใจในการทำงานและชีวิตประจำวัน
3.Cognitive Fitness through Physical Movement
หัวข้อนี้นำกระบวนการของศิลปะการเคลื่อนไหวทางสรีระร่างกายที่จะช่วยส่งเสริมกระบวนการรู้คิดของสมอง (Cognitive Fitness) และทำให้เกิดการตระหนักรู้ของร่างกาย (Body Awareness) ตนเองเพิ่มมากขึ้น
เหมาะกับใคร :
- พนักงานทุกระดับและผู้นำในองค์กร โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการพัฒนาศักยภาพด้านการคิดและการตัดสินใจ
- ผู้ที่ต้องการเพิ่มสมาธิและความตระหนักรู้ในร่างกายเพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและคิดแก้ปัญหาได้อย่างสร้างสรรค์
สิ่งที่จะได้รับ :
ผู้เข้าร่วมจะได้เข้าใจบทบาทของการพัฒนาสมองและความสำคัญต่อการทำงานและชีวิตประจำวัน พร้อมพัฒนาความตระหนักรู้ของร่างกาย (Body Awareness) ผ่านการสังเกตร่างกายและเชื่อมโยง
การเคลื่อนไหวกับความคิดและได้ฝึกฝนแบบฝึกหัดที่ช่วยให้สมองทำงานร่วมกับร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพ
4.Self-Awareness: Creative and Expressive Arts Therapies for Mental Well-Being
หัวข้อนี้พาคุณเกิดความตระหนักรู้ในตัวเองผ่านการสร้างพื้นที่ปลอดภัยในการทำงานและการสำรวจกับประเด็นภายในจิตใจ และค้นหาวิธีที่เหมาะสมในการดูแลอารมณ์ ความรู้สึกของตัวเองผ่านการพูดคุย เครื่องมือทางศิลปะและกระบวนการสร้างสรรค์ที่หลากหลายที่ถูกออกแบบโดยนักศิลปะบำบัดผู้เชี่ยวชาญ
เหมาะกับใคร :
- พนักงานทุกระดับและผู้นำในองค์กร โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการพัฒนาความตระหนักรู้ในตัวเอง การจัดการอารมณ์ และการสร้างสมดุลทางใจในชีวิตการทำงาน
สิ่งที่จะได้รับ :
ผู้เข้าร่วมจะได้ พัฒนาความตระหนักรู้ในตัวเอง (Self-Awareness) เข้าใจอารมณ์ ความรู้สึก และความต้องการของตัวเอง พร้อมมีเครื่องมือในการดูแลอารมณ์และความเครียดอย่างสร้างสรรค์ และได้รับพื้นที่ปลอดภัยในการสำรวจและสะท้อนภายในจิตใจ
5.Mindfulness, Mental Stability, and Meditation
หัวข้อนี้พาไปสำรวจสภาวะของความไม่มั่นคงจากส่วนลึกภายในจิตใจ ในโลกที่สถานการณ์ปัจจุบันปั่นป่วน ทำให้เราเกิดความเหนื่อยล้า ทั้งร่างกาย สมอง และจิตใจ เครียด ตึง ไม่สบายตัว และไม่สบายใจ การให้เวลากับตัวเอง ได้ออกกำลังกายและออกกำลังใจ จึงเป็นเรื่องจำเป็น
หัวข้อนี้จะช่วยพาตัวเรากลับมามีความสมดุลอีกครั้ง ด้วยท่วงท่าที่เคลื่อนไหวอย่างค่อยเป็นค่อยไป พร้อม ๆ กับการกำหนดลมหายใจเข้าออก ทุกอย่างจะดำเนินไปอย่างมีสติรับรู้ทุกขณะ เพื่อเป็นการสร้างความเสถียรและความสมดุลให้กับสติ
เหมาะกับใคร :
- พนักงานที่รู้สึกเหนื่อยล้า เครียด หรือไม่มั่นคงทางจิตใจ จากการทำงานหรือสถานการณ์ต่าง ๆ และต้องการเวลาและเครื่องมือในการฟื้นฟูความสมดุลของร่างกาย สมอง และจิตใจ เพื่อรับมือกับความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงทั้งในงานและชีวิตประจำวัน
สิ่งที่จะได้รับ :
ผู้เข้าร่วมจะได้ ฝึกMindfulness และการทำสมาธิ ผ่านการเคลื่อนไหวอย่างมีสติและการกำหนดลมหายใจ เพื่อฟื้นฟูความสมดุลของร่างกาย สมอง และจิตใจ ลดความเครียดและความเหนื่อยล้า และสร้างความเสถียรและความสงบภายในจิตใจ เพื่อรับมือกับความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงในชีวิตประจำวัน
6.Resilience in the Workplace
หัวข้อนี้ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้เข้าร่วมเข้าใจและพัฒนาความยืดหยุ่นทางอารมณ์ (Resilience) ในการทำงาน ผ่านชุดกิจกรรมที่พาเชื่อมต่อกับตัวเอง ทบทวนประสบการณ์ และค้นพบจุดแข็งภายในที่ช่วยให้รับมือกับความท้าทายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เหมาะกับใคร :
- พนักงานทุกระดับและผู้นำทีมที่เผชิญความกดดัน ความเปลี่ยนแปลง หรือความ ท้าทายในการทำงาน ต้องการพัฒนาความยืดหยุ่นทางอารมณ์ (Resilience) เพื่อรับมือสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างมั่นคงขึ้น เข้าใจระบบอารมณ์ของตัวเอง และสามารถดูแลตัวเอง เมื่อเกิดภาวะตึงเครียดหรือความไม่แน่นอนในการทำงาน
สิ่งที่จะได้รับ :
ผู้เข้าร่วมจะได้เข้าใจพื้นฐานของ Resilience และสามารถนำไปปรับใช้กับตนเอง พร้อมเชื่อมต่ออารมณ์ สำรวจประสบการณ์ส่วนตัว และถอดบทเรียน ฝึกการฟังเสียงร่างกายผ่าน Body Scan เพื่อรับรู้สัญญาณอารมณ์และภาวะภายใน และค้นพบจุดแข็งภายใน (inner resources) เพื่อสร้างมุมมองใหม่ในการรับมือกับความยากลำบาก
7.Heal the Burnout
กิจกรรมเกี่ยวกับการทำความเข้าใจภาวะความเครียดจากการทำงานภาวะ burn out และการดูแลตัวเองให้กลับมาสู่ภาวะสมดุลซึ่งในเวิร์คช็อปจะทำความเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองผ่านกระบวนการ satir process และ กระบวนการศิลปะแนวมนุษยปรัชญา
เหมาะกับใคร :
- พนักงานและผู้นำที่มีภาระงานหนัก เจอความกดดันสูง หรือรู้สึกหมดแรงจากงานประจำ
- ผู้ที่ดูแลคนจำนวนมาก ตัดสินใจอยู่ตลอดเวลา และต้องการเข้าใจภาวะ Burnout ของตนเองและทีม
- ผู้ที่กำลังรู้สึกอ่อนล้า เครียดสะสม หรืออยากดูแลสุขภาพใจให้กลับมาสมดุล
สิ่งที่จะได้รับ :
ผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ Burnout ทั้งการเกิด สาเหตุ และสัญญาณเตือนของตนเอง พร้อมสำรวจภายในอย่างปลอดภัย เข้าใจปฏิกิริยาต่อความกดดัน และเห็นรูปแบบพฤติกรรมที่ส่งผลต่อความเครียดสะสม ผ่าน Satir Process และเชื่อมโยงกลับมาหาตัวเองด้วยกระบวนการศิลปะเชิงมนุษยปรัชญา
8.Vocal Voyage: A Self-Care Journey through the Voice
Vocal Voyage เป็นการผสมผสานรวบรวมทฤษฎีทางจิตวิทยาและเทคนิคการใช้เสียงมนุษย์ในเชิงดนตรีบำบัด เพื่อการสร้างความตระหนักรู้ต่อบาดแผลภายใน (trauma) ไม่ว่าจะเป็นในระดับร่างกาย ความคิด อารมณ์ ไปจนถึงจิตวิญญาณ ที่จะนำไปสู่ความเข้าใจต่อตนเองที่ชัดเจนและลึกซึ้งขึ้น และเกิดประสบการณ์ของการเยียวยาได้ในที่สุด
เหมาะกับใคร :
- พนักงานและผู้นำที่ต้องเผชิญความเครียด ความกดดัน หรือความเหนื่อยล้าจากการทำงาน และต้องการดูแลตัวเองในระดับร่างกาย-อารมณ์-ระบบประสาท ผ่านเทคนิค somatic และการใช้เสียง เพื่อช่วยให้กลับมาสู่ความสมดุล มีสมาธิ และอารมณ์มั่นคงขึ้นในการทำงาน
สิ่งที่จะได้รับ :
ผู้เข้าร่วมจะได้รับประสบการณ์ตรงในการใช้เสียงของตัวเองเป็นเครื่องทำความรู้จักและเข้าใจร่างกาย และจิตใจของตนเอง รวมไปถึงเรียนรู้การใช้เสียงของตนเองเป็นเครื่องมือในการดูแลเยียวยาตัวเองจากความเครียดได้ในชีวิตประจำวัน
1.3 หลักสูตรความสัมพันธ์ของทีม Team Relationship
หลักสูตร Team Relationship ออกแบบมาเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ภายในทีมให้แข็งแรง ผ่านการเสริมสร้างทักษะการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างความเข้าใจระหว่างสมาชิกในทีม หลักสูตรนี้ช่วยให้ผู้เข้าร่วมเรียนรู้การสร้างความไว้วางใจในทีม การยอมรับความเปราะบางของตนเองและผู้อื่น และการสื่อสารอย่างเปิดใจเพื่อให้เกิดความร่วมมืออย่างแท้จริง รวมถึงการสร้างบรรยากาศการทำงานที่ปลอดภัยและสนับสนุนซึ่งกันและกัน เพื่อให้ทีมสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างสอดคล้อง
**ซึ่งในหลักสูตรนี้จะมีหัวข้อที่เรียนรู้ด้วยกันทั้งหมดอีก 3 หัวข้อ
1.Embracing Vulnerability in the Workplace: A Pathway to Fostering Team Trust and Psychological Safety
High-performing team มักเป็นทีมที่มี psychological safety สูง ความสามารถที่จะโอบรับและจัดการกับ Vulnerability เกี่ยวข้องโดยตรงกับการสร้างความสัมพันธ์ในทีมที่เต็มไปด้วยความไว้วางใจและความรู้สึกปลอดภัย ช่วยทลายกำแพงของ silence culture ไปจนถึง blame culture
นอกจากนั้นยังบรรเทาบรรยากาศแห่งความกลัวและกังวลในที่ทำงาน สนับสนุนให้ทีมงานสื่อสารกันได้อย่างจริงใจ กล้าที่จะขอความช่วยเหลือ กล้าที่จะเห็นต่างอย่างสร้างสรรค์ กล้าออกนอก comfort zone และยอมรับในข้อผิดพลาดมากขึ้น ทั้งหมดทั้งมวลนี้นำไปสู่การกระชับความสัมพันธ์ในที่ทำงานที่เต็มไปด้วยความเคารพและเปิดกว้าง
เหมาะกับใคร :
- พนักงานทั่วไป ผู้นำทีม หรือ HR ที่ต้องการส่งเสริม psychological safety ในการทำงาน
- สมาชิกทีมที่ต้องการเท่าทันและจัดการกับความรู้สึก Vulnerability ของตนเอง เพื่อสร้างความสัมพันธ์เชิงร่วมมือ (collaborative) ที่มีประสิทธิภาพ
- ผู้ที่ต้องการบูรณาการ Vulnerability เข้ามาในการทำงานอย่างมีวุฒิภาวะ เช่น การขอความช่วยเหลือ การเห็นต่างอย่างเคารพ และการยอมรับข้อผิดพลาดของตนเอง
สิ่งที่จะได้รับ :
ผู้เข้าร่วมจะได้เข้าใจ Vulnerability ในตัวเองอย่างลึกซึ้ง และเกิดทักษะในการเท่าทันความรู้สึก Vulnerability พัฒนาความเข้าใจตนเองและผู้ร่วมงานมากขึ้น พร้อมเรียนรู้และใช้ประโยชน์จาก Vulnerability เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์และประสิทธิภาพการทำงาน อีกทั้งได้พัฒนาทักษะผ่านการ ลงมือทำและเรียนรู้ร่วมกันในกลุ่ม
2.Know Me, Know You, Know Team through Music Improvisation
การสื่อสารที่แท้จริง ไม่ได้มีแค่คำพูด เสียงดนตรีที่เกิดขึ้นขณะนั้นบอกอะไรเกี่ยวกับเรา?เมื่อเราฟังกันด้วยหัวใจ ไม่ใช่แค่หู เราจะเห็น “มนุษย์” ที่อยู่เบื้องหลังหน้ากาก บทบาทกิจกรรมนี้จะใช้การด้นสดทางดนตรี (Improvisation) เป็นเครื่องมือสะท้อนความเป็นตัวตน ความสัมพันธ์ และพลวัตของทีม ผ่านกระบวนการแบบดนตรีบำบัด (Music Therapy-informed process)
เหมาะกับใคร :
- พนักงานองค์กรและกลุ่มวัยทำงาน ที่ต้องการพัฒนาการสื่อสารและสร้างความสัมพันธ์ในทีม
- ผู้นำทีม, HR หรือองค์กรที่เผชิญกับความขัดแย้ง ความไม่เข้าใจ หรือความเครียดในการทำงานร่วมกัน
- ผู้ที่สนใจการพัฒนาตนเองและการฟังภายใน
สิ่งที่จะได้รับ :
ผู้เข้าร่วมจะได้เข้าใจตนเองและสะท้อนความรู้สึกความต้องการของตนเอง พัฒนาทักษะการฟัง การตอบสนองด้วย empathy และการยอมรับความแตกต่าง เรียนรู้การทำงานร่วมกันแบบ organic โดยไม่จำเป็นต้องมีผู้นำคนเดียว และเกิดความรู้สึกเชื่อมโยง ปลอดภัยทางใจ และลดบรรยากาศการแข่งขันในทีม
3.How to Deal with Negativity in the Workplace
หัวข้อนี้จะได้เรียนรู้ Negative Energy รูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการเข้าใจและรู้เท่าทันพฤติกรรมต่าง ๆ ของตัวเอง ได้เรียนรู้วิธีการรับมือ หากเจอคนที่มี Negativity ในพื้นที่ทำงาน
เราสามารถทำอะไรได้บ้างควรสื่อสารกับคนนั้นอย่างไร และก่อนที่เราจะไปสื่อสารกับเขาเราต้องรู้จักวิธีการจัดการอารมณ์ของตัวเองก่อน เพื่อลดอารมณ์ในการสื่อสาร รวมถึงบางครั้งเราอาจรู้สึกว่าอยากจะเปลี่ยนหรือหยุดคนที่มี Negativity ได้ยังไง วิธีที่มากสุดที่เราสามารถทำได้กับเขาทำอย่างไรได้บ้าง
เหมาะกับใคร :
- คนวัยทำงานทุกระดับ ที่เผชิญบรรยากาศการทำงานเชิงลบ
- หัวหน้างาน ผู้จัดการ และผู้นำทีม ที่ต้องดูแลบรรยากาศภายในทีมให้มีความปลอดภัย และต้องการฝึกฝนทักษะในการบริหารจัดการอารมณ์ของตนเองและทีมผ่านการสื่อสารด้วยความเข้าอกเข้าใจ
สิ่งที่จะได้รับ :
ผู้เข้าร่วมจะได้เข้าใจรูปแบบของ Negative Energy และพฤติกรรมเชิงลบในที่ทำงาน เรียนรู้วิธีรับมือและสื่อสารกับคนที่มีพฤติกรรมเชิงลบ พร้อมฝึกจัดการอารมณ์ของตนเองก่อนสื่อสาร เพื่อสร้างบรรยากาศการทำงานที่ปลอดภัย ลดความตึงเครียด และเสริมสร้างความสัมพันธ์ภายในทีม
1.4 หลักสูตรที่ออกแบบตามความต้องการขององค์กร Customised & Consulting
หลักสูตร Customized & Consulting ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์บริบทเฉพาะของแต่ละองค์กร ผ่านการพูดคุย รับฟัง และทำความเข้าใจเป้าหมาย สถานการณ์ที่เกิดขึ้น วัฒนธรรมองค์กร รวมถึงความต้องการขององค์กร เพื่อนำมาออกแบบหลักสูตรหรือกระบวนการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์กับแต่ละองค์กร หลักสูตรสามารถปรับรูปแบบ ระยะเวลา และวิธีการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับบริบทการทำงานจริง เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่นำไปใช้ได้จริงและยั่งยืนสำหรับองค์กรในระยะยาว

