กลับมาสู่ภาวะสมดุลแห่งชีวิต
สลัดทิ้งซึ่งภาวะหมดไฟ
.
เคยไหม? … กับความรู้สึกเหนื่อย หมดพลัง ในแต่ละวันไม่อยากลุกขึ้นไปทำงานหรือใช้ชีวิต รู้สึกไม่มีคุณค่า ไม่สามารถทำงานออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้งานนั้นเราจะเคยทำได้ดีมากก็ตาม
.
ความรู้สึกเหล่านี้เป็นความรู้สึกของภาวะ ‘หมดไฟ’ หรือภาวะ ‘Burnout’ ซึ่งถือว่าเป็นปัญหาและสิ่งที่คนในสังคมปัจจุบันพบเจอกันบ่อยครั้ง
.
ภาวะ Burnout คือ ภาวะเหนื่อยล้าทั้งทางร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ ที่มีผลมาจากความเครียดในที่ทำงาน การเรียน ไปจนถึงความรับผิดชอบต่าง ๆ ของชีวิต และเมื่อความเครียดเหล่านั้นไม่ได้ถูกจัดการอย่างถูกวิธี จนสะสมมาเรื่อย ๆ ส่งผลให้สูญเสียแรงจูงใจในการขับเคลื่อนชีวิต ทำให้ไม่สามารถทำงานหรือใช้ชีวิตในด้านอื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
.
โรงพยาบาลกรุงเทพได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสัญญาณเตือนของภาวะหมดไฟไว้ โดยแบ่งออกเป็น 3 ด้านด้วยกัน ได้แก่ ด้านอารมณ์ — จะเกิดความรู้สึกหดหู่ อารมณ์แปรปรวนทำให้รู้สึกหงุดหงิด โมโหได้ง่าย หรือรู้สึกไม่พอใจกับงานที่รับผิดชอบอยู่ ด้านความคิด — เกิดความสงสัยในความสามารถและศักยภาพของตนเอง รู้สึกระแวง หนีปัญหา และมักมองผู้อื่นในแง่ร้ายอยู่เสมอ ด้านพฤติกรรม — ขาดความกระตือรือร้น ชอบผัดวันประกันพรุ่ง รู้สึกไม่อยากตื่นไปทำงาน ไม่สามารถบริหารจัดการเวลาในชีวิตได้
.
โดยส่วนใหญ่แล้ว สภาพแวดล้อมที่จะส่งผลให้บุคคลเกิดความรู้สึก burnout ได้นั้น จะอยู่ในลักษณะของสภาพแวดล้อมที่มีความกดดันสูง หน้าที่การงานที่ผลักให้ต้องรับผิดชอบในเรื่องที่มากเกินกำลังที่บุคคลจะรับไหว ภาระของงานที่มากเกินไป จนไม่สามารถหาเวลาให้ร่างกายได้พักทำในสิ่งที่สนใจหรือทำให้เกิดความรู้สึกผิดเมื่อเราหยุดพัก
.
นอกจากสภาพแวดล้อมในการทำงานแล้ว สภาพแวดล้อมในชีวิตของบุคคลที่นอกเหนือจากการทำงานก็ส่งผลกับภาวะหมดไฟได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการถูกกดดันจากครอบครัว การแบกความคาดหวังที่สูงจนเกินไปของตนเอง ดังนั้น ภาวะหมดไฟ จึงเป็นภาวะที่สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกประเภทและทุกวัย ไม่เพียงแค่วัยทำงานเท่านั้น ในวัยอื่น ๆ เองก็สามารถพบเจอกับภาวะหมดไฟได้เช่นเดียวกัน
.
และเพราะในสังคมปัจจุบันเราทุกคนสามารถพบเจอกับภาวะหมดไฟได้เสมอ การรู้เท่าทันสัญญาณเตือนที่อาจทำให้เราเกิดภาวะหมดไฟได้ก่อนจึงมีความสำคัญ และจะทำให้เราสามารถรับมือกับภาวะหมดไฟในชีวิตได้
